เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 FoodNavigator-Asia เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "5 food trends driven by lifestyle shifts around the world" ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสามแรงหลักในจำนวนห้าเทรนด์ที่รายงานระบุ คือ convenience (ความสะดวก), wellness (สุขภาพองค์รวม) และ cultural identity (อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอาหาร)

สำหรับทีม R&D, QA และ procurement ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เทรนด์เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่หัวข้อการตลาด แต่เป็นโจทย์ที่ส่งผลตรงต่อการเลือก ingredient และการวางแผน supply ในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า บทความนี้สรุปแต่ละเทรนด์พร้อมมุมมองด้าน sourcing ที่ทีมงาน DIC สังเกตเห็นจากการทำงานร่วมกับผู้ผลิตในภูมิภาค

1. Convenience: เมื่อไลน์ผลิตต้องเร็วขึ้น Stabilizer และ Preservative System ต้องนิ่งขึ้น

อาหารและเครื่องดื่มพร้อมทาน/พร้อมดื่ม (RTE/RTD) ยังคงเป็นทิศทางหลักของ convenience trend สิ่งที่ตามมาคือรอบการผลิตที่สั้นลง จำนวน SKU ที่หลากหลายขึ้น และ shelf-life ที่ต้องคงคุณภาพแม้ผ่าน logistics หลายช่วง ทีม formulation จึงต้องมองหา:

ในทางปฏิบัติ ความท้าทายมักไม่ใช่ตัว ingredient เอง แต่คือความสามารถของซัพพลายเออร์ในการส่งมอบ lot ที่คุณภาพสม่ำเสมอในรอบที่ถี่ขึ้น หากผู้ผลิตต้องรอ lead time นำเข้าแบบเดิมทุกครั้งที่เปลี่ยนสูตรหรือขนาดบรรจุ ต้นทุนแฝงจากการหยุดสายการผลิตหรือสั่งซื้อฉุกเฉินจะสูงกว่าที่คาดไว้มาก

2. Wellness: Functional Ingredient ต้องตอบทั้ง Nutrition และ Clean Label พร้อมกัน

เทรนด์ wellness ผลักดันความต้องการ protein เสริม, fiber และสารให้ความหวานทางเลือกที่ label อ่านง่ายขึ้น (clean label) ในเวลาเดียวกัน โจทย์ของทีม R&D คือการรักษา mouthfeel และ texture เดิมของผลิตภัณฑ์ไว้ ขณะที่เปลี่ยนหรือลดสัดส่วนของ ingredient บางตัวลง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ

ประเด็นที่ทีม formulation ควรตรวจสอบก่อน sourcing

Ingredient กลุ่ม functional มักมี lead time นำเข้ายาวกว่าสารเคมีทั่วไป เพราะต้องมี documentation ครบตั้งแต่ต้นทาง เช่น COA, spec sheet และ TDS ทีม procurement จึงควรวางแผน stock ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับรอบการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ใช่รอสั่งซื้อเมื่อสูตรได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น

3. Cultural Identity: รสชาติท้องถิ่นกลับมา แต่ Sourcing ต้องเร็วขึ้น

ผู้บริโภคยุคนี้มองหารสชาติที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้ flavor house และผู้ผลิตต้องปรับ portfolio ให้ตอบสนอง regional flavor ได้เร็วกว่าเดิม สิ่งที่ตามมาในฝั่ง sourcing คือ:

ผู้ผลิตที่ต้องการตอบสนองเทรนด์นี้เร็ว จำเป็นต้องมีซัพพลายเออร์ที่ถือ stock พร้อมส่งในปริมาณย่อย ไม่ใช่รอ order ขั้นต่ำระดับ container ทุกครั้ง

ทำไมทั้งสามเทรนด์นี้ถึงเป็นโจทย์ Supply Chain มากกว่าโจทย์ Formulation

เมื่อมองภาพรวมทั้งสามเทรนด์ จุดร่วมที่ทีมงาน DIC สังเกตคือ ตัว ingredient ที่ต้องใช้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในเชิงเทคนิค สิ่งที่เปลี่ยนคือความถี่ของการเปลี่ยน SKU และความสั้นของ lead time ที่ตลาดยอมรับได้ ผู้ผลิตที่ยังวางแผน sourcing แบบ order-by-order ตาม forecast รายปีจะเริ่มเจอปัญหา stock-out หรือต้องสั่งซื้อฉุกเฉินบ่อยขึ้น

ปัจจัยที่ทีม procurement ควรทบทวน ได้แก่ ระดับ safety stock ของ ingredient ที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ระยะสั้น ความยืดหยุ่นของสัญญากับซัพพลายเออร์ในการปรับปริมาณสั่งซื้อขึ้นลง และการมีซัพพลายเออร์สำรอง (multi-sourcing) สำหรับ ingredient ที่มาจากแหล่งผลิตกระจุกตัว การวางโครงสร้าง sourcing ให้ยืดหยุ่นตั้งแต่ต้น มักคุ้มค่ากว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว

How DIC supports this

ทีมงาน DIC นำเข้าและกระจาย ingredient สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และ personal care ในภูมิภาค SEA โดยมี VMI (Vendor Managed Inventory) program ที่ช่วยให้ผู้ผลิตรักษาระดับ stock ให้สอดคล้องกับความถี่ของการเปลี่ยน SKU โดยไม่ต้องแบกภาระ inventory เต็มจำนวนเอง คลังสินค้าเกรด pharma ที่แยกโซนช่วยรองรับ ingredient ที่ต้องการควบคุมสภาวะการเก็บรักษาอย่างเข้มงวด และช่องทางขนส่งแบบ IBC drum ช่วยให้การสั่งซื้อ lot ขนาดกลางไม่ต้องพึ่งพา ISO-tank เพียงช่องทางเดียว ซึ่งมักถูกจำกัดด้วยผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่ราย หากทีมของคุณกำลังทบทวนแผน sourcing เพื่อรองรับเทรนด์ระยะสั้นเหล่านี้ ทีมงาน DIC ยินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดต่อผ่านฟอร์มบนเว็บไซต์ได้ครับ

บทความนี้มีให้อ่านใน English English →
แหล่งที่มา: FoodNavigator-Asia